สรุปสาระสำคัญ พรบ ไซเบอร์ ที่คนทำงานไอทีและผู้ประกอบการต้องรู้ เรียนรู้แนวทางปฏิบัติตามกฎหมายไซเบอร์และวิธีป้องกันระบบเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
การขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องพึ่งพาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและการดูแลข้อมูลเป็นสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตภัยคุกคามออนไลน์ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ข้อบังคับทางกฎหมายอย่าง พรบ ไซเบอร์ (พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์) จึงถูกประกาศใช้เพื่อเป็นแนวทางหลักในการควบคุมและตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ให้มีความปลอดภัย ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ไอทีจึงต้องเข้าใจข้อบังคับนี้อย่างถ่องแท้ เพื่อวางระบบป้องกันให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ หากคุณกำลังมองหาแนวทางการตั้งรับภัยคุกคามทางเทคโนโลยี สามารถเข้ามาศึกษาคู่มือความปลอดภัยระดับสากลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ TheDataCover ซึ่งรวบรวมข้อมูลการพิทักษ์ระบบสารสนเทศไว้ให้พร้อมนำไปใช้งานจริง
ขอบเขตความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย พรบ ไซเบอร์ มีผลบังคับใช้กับกลุ่มธุรกิจประเภทใดบ้าง
มาตรการควบคุมภายใต้ข้อบังคับ พรบ ไซเบอร์ ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะกับหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงและบริการสาธารณะ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้องค์กรที่เข้าข่ายต้องจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลให้มีความปลอดภัยและพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ภัยคุกคามตลอดเวลา
นิยามของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
หน่วยงานกลุ่มนี้เรียกว่า CII (หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ) ซึ่งหมายถึงกลุ่มธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ภาคการเงินการธนาคาร ภาคโทรคมนาคมและการสื่อสาร ภาคพลังงาน รวมถึงภาคสาธารณสุข ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานเหล่านี้ต้องมีการเฝ้าระวังเชิงรุกเป็นพิเศษ
เกณฑ์การจำแนกขนาดองค์กรและขอบเขตข้อบังคับการรายงานเหตุภัยคุกคามไซเบอร์
ระดับความรุนแรงของภัยคุกคามจะถูกจำแนกออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่ ระดับไม่ร้ายแรง ระดับร้ายแรง และระดับวิกฤต โดยองค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานมีหน้าที่ต้องรายงานเหตุการณ์ภัยคุกคามทางเทคโนโลยีต่อศูนย์ประสานงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์อย่างทันท่วงทีเพื่อร่วมกันระงับความเสียหาย
สิทธิหน้าที่ขององค์กรในการคุ้มครองข้อมูลผู้บริโภคให้ปลอดภัยสอดคล้องกับแนวทาง gdpr คือ อะไร
ในระดับสากล การป้องกันข้อมูลไม่ได้พึ่งพากฎหมายภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานยุโรปอย่าง GDPR(กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป) ด้วยเช่นกัน การทำความเข้าใจว่า GDPR คือ (แนวทางคุ้มครองข้อมูลสากลคือ) มาตรฐานหลักที่มุ่งเน้นการให้สิทธิ์และคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล จะช่วยให้องค์กรไทยสามารถออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลนำเข้าให้มีความปลอดภัยและเทียบเท่าระดับสากล
มาตรฐานการเข้ารหัสข้อมูลพนักงานและการจำกัดสิทธิ์เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง
เพื่อความสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูล องค์กรต้องประยุกต์ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ผ่านการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ ทั้งในระหว่างการจัดเก็บและระหว่างการรับส่งข้อมูล พร้อมทั้งจัดทำระบบกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้นเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
ขั้นตอนเบื้องต้นในการตรวจเช็กระบบความปลอดภัยข้อมูลผ่านขั้นตอน vulnerability management สำหรับบริษัทขนาดเล็ก
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่มีงบประมาณด้านไอทีสูง การประยุกต์ใช้กระบวนการ Vulnerability Management (ระบบบริหารจัดการช่องโหว่เชิงรุก) ถือเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ชั้นเยี่ยม กระบวนการนี้คือการตรวจสอบ ประเมิน และแก้ไขจุดบกพร่องในระบบคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระเบียบ เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาโจมตีระบบภายในได้ ทั้งนี้ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลระบบความปลอดภัยข้อมูลพนักงานและผู้บริโภคทุกท่านสามารถ คลิกอ่านคำแนะนำเพิ่มเติมในหมวดหมู่ Online Safety Tips (เคล็ดลับความปลอดภัยออนไลน์) เพื่อสร้างเกราะป้องกันระบบคอมพิวเตอร์ของคุณ และนำความรู้ไปปรับปรุงระบบไอทีในธุรกิจของคุณให้ปลอดภัยนับจากนี้
วิธีสแกนพอร์ตเครือข่ายและการปิดช่องทางจราจรไอทีที่มีความเสี่ยงสูง
ขั้นตอนพื้นฐานของการบริหารช่องโหว่คือการใช้เครื่องมือสแกนเครือข่ายเพื่อตรวจสอบว่ามีพอร์ตการเชื่อมต่อใดเปิดทิ้งไว้โดยไม่จำเป็นหรือไม่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ดูแลระบบต้องทำการปิดพอร์ตที่ไม่มีการใช้งาน และหมั่นอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ
บทกำหนดโทษและค่าปรับทางแพ่งหากองค์กรฝ่าฝืนข้อบังคับความมั่นคงปลอดภัยกฎหมายไซเบอร์
ความรับผิดชอบต่อความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศไม่ใช่เรื่องที่ละเลยได้ ข้อกำหนดใน กฎหมายไซเบอร์ ของไทยระบุบทลงโทษที่ชัดเจนและเด็ดขาดสำหรับองค์กรหรือหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานที่ปล่อยปละละเลย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการกำหนด
อัตราค่าปรับรายวันและโทษจำคุกสำหรับผู้บริหารที่มีส่วนละเลยการป้องกันระบบ
หากหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควร อาจต้องเผชิญโทษปรับทางแพ่งตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท และในกรณีที่ความเสียหายส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ผู้บริหารระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องโทษจำคุกและปรับรายวันจนกว่าจะดำเนินการแก้ไขระบบให้ถูกต้อง